โบท็อกซ์หางตา

โบท็อกหางตา แก้ไขตาตก แบบไม่ผ่าตัด

เมื่ออายุมากขึ้น ริ้วรอยหางตา หรือตีนกา อาจเป็นจุดสังเกตุได้ง่ายที่สุดของใบหน้า เวลายิ้มหรือหัวเราะแล้วมีรอยย่นบริเวณหางตาคงทำให้รู้สึกขาดความมั่นใจอยู่ไม่น้อย วันนี้เราจะมาแนะนำการฉีดโบท็อกซ์หางตาอย่างไรดูให้ธรรมชาติตาไม่แข็ง

โบท็อกซ์หางตา คืออะไร

โบท็อกซ์หางตา คือ หัตถการที่ช่วยรักษาริ้วรอยรอบดวงตาและบริเวณหางตา โดยการฉีดโบท็อกซ์เข้าไปในปริมาณกับตำแหน่งที่เหมาะสมเพื่อลดการทำงานของผิวหนังและกล้ามเนื้อบริเวณหางตา รอยตีนกา ทำให้กล้ามเนื้อเกิดคล้ายตัว และฝ่อตัวลง จึงทำให้รอยตีนกาดูตื้นขึ้น และริ้วรอยดูจางลง ผิวหนังดูเต่งตึง โดยไม่ต้องทำการผ่าตัด

บนใบหน้าฉีดโบท็อกซ์ ตรงไหนได้บ้าง ?

  • บริเวณหน้าผากและระหว่างคิ้ว
  • บริเวณหางตา ลองยิ้มที่หน้ากระจกดู แล้วจะเห็นริ้วรอยบริเวณหางตา หรือที่เราเรียกกันว่า “ตีนกา” ซึ่งสาเหตุก็มาจากการยิ้มและหัวเราะ หรือการแสดงออกทางสีหน้านั่นเอง การฉีดโบท็อกซ์บริเวณนี้จะช่วยให้รอยย่นที่หางตาหายไป
  • บริเวณปีกจมูก เหมาะสำหรับคนที่อยากให้ปีกจมูกดูเล็กลง และไม่บานออกเวลายิ้มหรือหัวเราะ
  • กราม การฉีดโบท็อกซ์ บริเวณนี้จะช่วยให้หน้าดูเรียวขึ้น รูปหน้าดูเล็กลง ใครที่อยากหน้าเรียววีเชฟ ต้องฉีดโบท็อกซ์ที่กรามเลยค่ะ

ริ้วรอยหางตาเกิดจากอะไร

ริ้วรอยหางตา เป็นปัญหาที่พบได้มากเมื่อมีอายุเพิ่มขึ้นโดยมีสาเหตุหลักๆมาจากการลดลงของคอลลาเจนและอีลาสติน กรดไฮยาลูรอนิกในผิวลดลง และสารอนุมูลอิสระที่ทำลายเซลล์ผิว ร่วมกับพฤติกรรมส่วนตัวที่ชอบถูตาเป็นระยะเวลานาน ๆ การแสดงอารมณ์ต่าง ๆ บนใบหน้าที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ เช่นการยิ้ม หัวเราะ อาการจากการเป็นภูมิแพ้ สภาพแวดล้อมต่าง ๆ อาหารการกิน การแต่งหน้า การเช็ดเครื่องสำอางและการขยี้ตา สำหรับคนที่แต่งหน้าและต้องเผญิชกับการเช็ดเครื่องสำอางทุกวันอาจจะเผลอขยี้ตาแรงๆ ทำให้ผิวรอบดวงตาถูกทำร้ายแบบไม่รู้ตัวหรือไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างกันไปของแต่ละบุคคล เช่นพักผ่อนไม่เพียงพอ ที่มาจากการนอนดึกที่ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน การเล่นโซเซียล หรือปาร์ตตี้กับเพื่อนๆ ส่งผลให้ผิวขาดน้ำและความชุ่มชื้นถือเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ริ้วรอยแสดงตัวอย่างชัดเจนมากขึ้นด้วยหลายคนอาจแก้ปัญหาด้วยการพึ่งวิทยาการทางการแพทย์ โดยเป็นการฉีดโบทอกซ์ เติมฟิลเลอร์ ซึ่งการใช้วิธีการเหล่านี้จะต้องศึกษาให้ดี โดยต้องคำนวนตามความเหมาะสมของแต่ละบุคคล

การฉีดโบท็อกซ์หางตา อันตรายหรือไม่?

จากการรวบรวมผู้ป่วยที่ได้รับการฉีด โบทูลินั่ม ท็อกซิน  หรือโบท็อกซ์ จำนวนมาก ในต่างประเทศ พบว่าโบท็อกซ์ไม่มีอันตรายถึงชีวิต  เมื่อใช้โดยผู้เชี่ยวชาญและใช้ฉีดเพื่อความสวยงาม พบว่ามีผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้จากการฉีด โบท็อกซ์ เช่น

  • มีอาการ บวม แดง ช้ำ เขียว ตรงบริเวณที่ฉีด
  • แพ้เห่อแดง ที่ผิวหนัง
  • หน้าแข็งตึง  รู้สึกว่าไม่สามารถบังคับกล้ามเนื้อบนใบหน้าได้ สาเหตุเกิดจากฉีดโบท็อกในปริมาณที่มากเกินไป
  • หางคิ้วกระดก เทคนิคการฉีดที่ไม่เหมาะสม หรือไม่ถูกต้อง อาจทำให้คิ้วเลิกสูงขึ้น รวมทั้งยังอาจทำให้เกิดรอยย่นขึ้นที่ด้านข้างของคิ้วเพิ่มขึ้นด้วย
  • หนังตาตก เนื่องจากกล้ามเนื้อเป็นอัมพาต ซึ่งเป็นเพียงแค่ชั่วคราว
  • ซึ่งเป็นการอารที่สามารถเกิดขึ้นได้แม้ในมือของผู้เชี่ยวชาญ ดังนั้นแพทย์ จึงต้องคุยกับคนไข้โดยละเอียดก่อนการฉีดทุกครั้ง

ทำอย่างไรเมื่อเกิดผลข้างเคียงในการฉีดโบท็อกซ์?

ผลจากการฉีดโบท็อกซ์นั้นไม่ใช่ผลลัพธ์ที่ถาวร ดังนั้นผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นจะค่อยๆ หมดไปเองภายในเวลา 3 – 6 เดือน สิ่งที่คนไข้สามารถทำได้คือ จะต้องใจเย็นๆ และค่อยๆ รอให้ผลของโบทูลินั่ม ท็อกซิน หมดไปเอง หรือคนไข้สามารถ ประคบร้อนได้ในระยะเวลา 1 – 7 วันแรกของการฉีดโบท็อกซ์เพื่อเร่งให้โบทูลินั่ม ท็อกซิน คลายตัวได้ไวขึ้น ส่วนในกรณีที่เกิดหนังตาตกนั้น คนไข้ควรปรึกษาแพทย์ผู้ทำการรักษาเป็นกรณีไป

การฉีดโบท็อกซ์หางตา เหมาะกับใครบ้าง

การฉีดโบท็อกซ์ จะช่วยลดริ้วรอยที่เกิดจากการแสดงอารมณ์ต่าง ๆ ที่หางตา รอยตีนกา ริ้วรอยรอบดวงตา ให้แลดูอ่อนเยาว์มากขึ้น เหมาะสำหรับคนที่มีริ้วรอยรอบดวงตาที่เห็นได้ชัด และยังไม่ต้องการผ่าตัด การฉีดโบท็อกหางตาจะช่วยให้หางตาดูยก ตึงกระชับ เนื่องจาก โบท็อกทำให้กล้ามเนื้อบนใบหน้าไม่สามารถชัดเจน หลายคนก็เลยกังวลว่าแล้วถ้าฉีดโบท๊อกซ์  ไปแล้วหน้าจะตึงแข็งไม่ธรรมชาติหรือไม่ แล้วการฉีดโบท็อซ์หางตามีข้อดี ข้อเสียอย่างไร มาดูคำตอบกันค่ะ

ข้อดีของการฉีดโบท็อกซ์หางตา

  1. ทำให้กล้ามเนื้อและผิวหนังบริเวณนั้นหางตาคลายตัว หางตาตึง ริ้วรอยดูจางลง
  2. ช่วยให้กล้ามเนื้อบริเวณหางตาดูยกกระชับขึ้น
  3. คืนความสดใสให้กับใบหน้า
  4. เจ็บตัวน้อยและเห็นผลลัพธ์ที่รวดเร็วภายใน 7-14 วัน
  5. ราคาไม่สูงมากเมื่อเทียบกับการผ่าตัด
  6. ไม่ต้องพักฟื้นนาน สามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติทันที

ข้อเสียของการฉีดโบท็อกหางตา

  1. อาจมีผลข้างเคียงเช่นหางตาตกในบางราย ที่ไม่ได้รับการฉีดโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
  2. มีอาการเขียวช้ำ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ แต่จะค่อยๆหายไปได้เอง
  3. หน้าดูแข็งไม่เป็นธรรมชาติ หรือ แสดงสีหน้าไม่ค่อยได้ เนื่องจากฉีดในปริมาณที่เยอะเกินไป
  4. อาจทำให้มีอาการตาแห้ง ตามัวเล็กน้อย แต่ไม่อันตราย อาการจะค่อยๆ ดีขึ้นเองจนหายเป็นปกติ ประมาณสัปดาห์ที่ 3-4 หลังการฉีด
  5. ผลลัพธ์อยู่ได้ไม่ถาวร เนื่องจากโบท็อกสามารถออกฤทธิ์ได้ 3-6 เดือน คนไข้ต้องกลับมาฉีดใหม่

ฉีดโบท็อกซ์ให้หน้าเป็นธรรมชาติไม่ตึงแข็ง

การฉีดโบท็อกซ์ให้หน้าเป็นธรรมชาตินั้นแพทย์จำเป็นจะต้องคำนวนถึงบริเวณและปริมาณการใช้ตัวยาให้เหมาะสมกับใบหน้าของแต่ละคน มาดูกับว่าส่วนไหนควรใช้โบท็อกซ์กี่ยูนิตกันบ้าง

  1. หน้าผาก ไม่ควรฉีดโบท็อกซ์เกิน 50 ยูนิต เพราะจะทำให้ดูแข็งตึงเกินไป และไม่เป็นธรรมชาติ
  2. ระหว่างคิ้ว ไม่ควรฉีดโบท็อกซ์เกิน 6-15 ยูนิต เพราะจะทำให้กล้ามเนื้อบริเวณคิ้วขยับได้น้อย ทำให้แสดงสีหน้าอารมณ์ได้ยากดูไม่เป็นธรรมชาติ
  3. หางตา ไม่ควรฉีดโบท็อกซ์เกิน 10-25 ยูนิต เพราะจะทำให้กล้ามเนื้อบริเวณนี้แข็งตึงมากไป
  4. กราม ไม่ควรฉีดโบท็อกซ์ที่กรามเกินข้างละ 50 ยูนิต เพราะจะทำให้แก้มดูตอบเกินไป ทำให้หน้าไม่สดใส และทำให้เห็นโหนกแก้มชัดอีกด้วย

ระยะเวลาเห็นผลในการฉีดโบท็อกซ์หางตา 

หลังการฉีดโบท็อกซ์หางตา โบท็อก จะเริ่มออกฤทธิ์ ภายใน 1 สัปดาห์หลังจากที่ฉีด ไปจนถึง 3-6 เดือน ในการฉีดครั้งแรก และโบท็อก  สามารถออกฤทธิ์ได้นานถึง 1 ปี หลังมีการฉีดซ้ำในครั้งต่อไป

ข้อปฏิบัติก่อนฉีดโบท็อกซ์หางตา

  1. คนไข้ควรหาข้อมูลให้ละเอียด และเลือกคลินิกที่ไว้ใจได้ เพราะปัญหาริ้วรอยที่หางตา หรือริ้วรอยในส่วนต่างๆ เกิดขึ้นจากหลายสาเหตุ ดังนั้นจึงมีการแก้ไขปัญหาที่แตกต่างกัน
  2. ปรึกษาคุณหมอผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง เพราะคุณหมอจะสามารถประเมินได้ว่า ฉีดโบท็อกที่จุดไหนความลึกเท่าไร และ ใช้ปริมาณโบท็อกเท่าไร เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีและปลอดภัยที่สุดสำหรับตัวคนไข้เอง
  3. เลือกฉีดโบท็อกของแท้เท่านั้น เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาการดื้อโบท็อกมาจากการฉีดโบท็อกปลอม
  4. งดอาหารเสริมประเภทวิตามินอี โสม น้ำมันปลา หรือสมุนไพรต่าง ที่ทำให้ร่างกายร้อน ประมาณ 2-3 วันก่อนฉีดโบท็อกซ์
  5. สตรีมีครรภ์ และให้นมบุตรไม่ควรฉีดเด็ดขาด

ข้อสังเกตุโบท็อกแท้กับปลอม 

สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญสำหรับคนที่จะไปฉีด โบท็อก ที่ไม่น้อยไปกว่าข้ออื่นเลยนั่นคือ ต้องให้แน่ใจว่าโบท็อกซ์ นั้นเป็นของแท้ ไม่ใช่ของปลอม โดยวิธีสังเกตุคือ

  1. มีเลขทะเบียนกำกับที่กล่องยา สำหรับโบท็อกซ์ ทุกยี่ห้อที่นำเข้ามาอย่างถูกต้องและเป็นของแท้จะมีเลขทะเบียนยากำกับ
  2. คลินิกที่ได้มาตรฐานนั้นมักจะนำกล่องและขวดใหม่มาแกะให้ลูกค้าเห็นก่อนจะเริ่มทำการฉีดซึ่งเราก็สามารถมั่นใจได้ว่าเป็นของใหม่ที่มีบรรจุภัณฑ์หีบห่อแน่นหนาและยังไม่ถูกแกะใช้งาน
  3. สามารถขอจรวจสอบเอกสารกำกับและคำแนะนำในการใช้จากภายในกล่องที่ถูกแกะอออกมาได้อีกด้วย
  4. สีและลักษณะของฉลากต้องไม่ผิดเพี้ยนจากที่เราเห็นมาจากที่หาข้อมูลมา ขวดต้องมีขนาดได้มาตรฐาน โดยดูจากสัญลักษณ์พิเศษของแต่ละยี่ห้อที่มี เช่น สติ๊กเกอร์ที่มีพิเศษเฉพาะของยี่ห้อนั้น ๆ
  5. วันหมดอายุตรงข้างกล่องกับที่ขวดต้องเหมือนกัน เลขล็อตที่ขวดและที่กล่องต้องตรงกันเลขล็อตนี้สามารถตรวจสอบกับทางบริษัทที่นำเข้าหรือจัดส่งได้

ข้อปฏิบัตหลังการฉีดโบท็อกหางตา

  1. หลังฉีด ทันที ไม่ควรจับ ลูบคลำ หรือนวดบริเวณที่ฉีด เพราะอาจมีผลต่อการกระจายตัวของตัวยา และเสี่ยงต่อการอักเสบหรือติดเชื้อได้อีกด้วย
  2. ไม่ควรไปนอนราบ หรือนอนตะแคง ภายใน 4 ชั่วโมง หลังการฉีดโบท็อกซ์ เพราะเป็นช่วงการซึมของยาเข้ากล้ามเนื้อ
  3. ให้บริหารกล้ามเนื้อบริเวณที่ฉีดโบท็อกซ์บ่อยๆ ในช่วง 4 ชั่วโมงแรก เพื่อให้ตัวยาซึมเข้าสู่กล้ามเนื้อที่ต้องการให้ออกฤทธิ์มากที่สุด เช่น ถ้าฉีดหางตา ให้ยิ้มบ่อยๆ
  4. งดการทาครีมบำรุง หรือ เครื่องสำอางที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองเช่น กรดวิตามินเอ AHA วิตามินซีเป็นเวลา 24 ชั่วโมง หลังการรักษา
  5. งดการนวดหน้า อบไอน้ำ ยิงเลเซอร์ อบซาวน่า หรือ การทำไอออนโตที่หน้า เพราะการได้รับความร้อนเฉพาะจุดเป็นเวลานานอาจจะส่งผลกระทบต่อโบท๊อกซ์ได้
  6. งดเว้น ออกกำลังกายอย่างหนัก ตากแดด และ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อย่างน้อย เป็นเวลา 48 ชั่วโมงหลังการฉีดโบท็อกซ์

อาหารต้องห้ามหลังการฉีดโบท็อกหางตา

  1. งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด เหล้า เบียร์ ไวน์
  2. หมูกะทะ ปิ้งย่าง ชาบู ที่ต้องนั่งหน้าเตาร้อนๆ
  3. อาหารหมักดองทุกชนิด เพราะมีสารที่ทำให้เส้นเลือดขยายตัว เช่น ปลาร้า ผลไม้ดอง
  4. อาหารที่มีรสจัด เผ็ดมากๆ แสบร้อนจนหน้าแดง
  5. งดสูบบุหรี่ ในบุหรี่มีสารหลายชนิดที่ขยายหลอดเลือด

ค่าใช้จ่ายในการฉีดโบท็อกซ์หางตา ราคาเท่าไหร่