โบท็อกซ์หน้าผาก

ฉีดโบท็อกหน้าผาก เหมาะกับใคร

โบท็อกซ์เป็นวิธีที่นิยมนำมาใช้สำหรับการลดริ้วรอย ยกกระชับใบหน้า และ ลำคอ ช่วยให้ริ้วรอยต่างๆ ลดลง ทำให้ผิวหน้าดูเด็กลง นอกจากนี้โบท็อกซ์สามารถลดขนาดของกล้ามเนื้อบริเวณต่างๆได้อีกด้วย  การฉีดโบท็อกเป็นวิธีเสริมความงามที่กำลังมาแรงและได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เพราะโบท็อกซ์เป็นวิธีที่ช่วยตอบโจทย์ของผู้ที่รักสวยรักงามแบบเห็นผลทันใจเ ภายใน 3-7 วัน

การฉีดโบท็อกซ์หน้าผาก คืออะไร

การฉีดโบท็อกซ์หน้าผาก คือ การนำโบท็อกซ์ หรือ สารโบทูลินั่มท็อกซินเอ (Botulinum toxin A)  มาฉีดที่บริเวณหน้าผาก เพื่อช่วยคลายกล้ามเนื้อบริเวณที่หดตัว โดยหลังการฉีดโบท็อกซ์แล้วตัวยาจะซึมเข้าไปจับตัวกับปลายเส้นประสาทที่เชื่อมต่อกับกล้ามเนื้อ ทำให้กล้ามเนื้อส่วนนั้นคลายตัว ส่งผลให้ริ้วรอยลดเลือนลง

ที่มาของริ้วรอยบนหน้าผาก 

สาเหตุหลักๆที่ทำให้เกิดรอยย่นบนหน้าผากเร็วกว่าที่ควรจะเป็นนั้นมาจากการเสื่อมโทรมของคอลลาเจนและอิลาสตินในชั้นหนังแท้ ซึ่งมาจากหลายปัจจัยไม่ว่าจะเป็น อาหารการกิน การนอนหลับพักผ่อน การถูกแสงแดดและรวมไปถึงการชอบแสดงออกทางสีหน้าเช่นการเลิกคิ้ว การขมวดคิ้วอยู่บ่อยๆ

ขั้นตอนการฉีดโบท็อกซ์หน้าผาก

ขั้นตอนในการฉีดโบท็อกซ์ เป็นเพียงขั้นตอนง่ายๆ แต่ต้องทำโดยผู้เชี่ยวชาญเท่านั้นเพื่อความปลอดภัย และการเห็นผลที่ชัดเจนของคนไข้ โดยมีขั้นตอนคือ

  1. ผู้ช่วยคุณหมอจะเช็ดทำความสะอาดใบหน้าหรือบริเวณที่ฉีด เพื่อให้คุณหมอตรวจสอบความพร้อมของผิว และกำหนดจุดที่จะฉีดอีกครั้ง รวมถึงการแนะนำผลิตภัณฑ์ที่จะใช้ฉีด
  2. คุณหมอจะทายาชาทั่วบริเวณที่ต้องการฉีด เพื่อลดความรู้สึกเจ็บระหว่างการฉีด
  3. เมื่อยาชาออกฤทธิ์คุณหมอจะเริ่มการฉีดโบท็อกซ์ เข้าไปในปริมาณที่เหมาะสมกับบริเวณหน้าผาก โดยจะคำนึงถึงบริเวณร่องลึก หรือ ริ้วรอยบนหน้าผาก ระหว่างคิ้ว เป็นหลัก ซึ่งเวลาในการฉีดจะอยู่ที่ประมาณ 10-20 นาที

ข้อดีของการฉีดโบท็อกซ์หน้าผาก (Botox)

  1. สามารถแก้ปัญหาริ้วรอยอย่างเห็นได้ชัด
  2. ทำให้หน้าผากดูกยกตึง กระชับ
  3. เห็นผลเร็วโดยใช้เวลาเพียง 3 – 7 วัน
  4. ขั้นตอนการเตรียมตัวไม่ยุ่งยากและซับซ้อน
  5. มีใบรับรอง อ.ย. ทำให้มั่นใจว่ามีความปลอดภัย
  6. เมื่อฉีดโบท็อกซ์เสร็จ สามารถทำกิจกรรม ได้ตามปกติทันที
  7. เพิ่มความมั่นใจให้กับตัวเอง
  8. การฉีดโบท็อกซ์มีผลข้างเคียงน้อย
  9. ค่าใช้จ่ายไม่สูงมาก

ข้อเสียของการฉีดโบท็อกซ์หน้าผาก (Botox)

  1. ผลลัพธ์ที่ได้อยู่ไม่ถาวร
  2. ต้องคอยเติมซ้ำหลังการฉีด 3 – 6 เดือน
  3. มีโบท็อกซ์ปลอมระบาดค่อนข้างมาก ต้องศึกษาข้อมูลอย่าละเอียด
  4. อาจเกิดการผิดพลาดในการฉีดโบท็อกซ์ ทำให้ได้รับผลข้างเคียงเช่น หน้าตึงแข็งเกินไป สำหรับการฉีดโดยผู้ที่ขาดความเชี่ยวคาญ

ฉีดโบท็อกซ์หน้าผากกี่วันเห็นผล

โบท็อกซ์ ให้ฉายยาว่าเป็น ‘Lunch Time Beauty’ แค่ช่วงพักกลางวันก็สวยได้ เพราะในการฉีดโบท็อกซ์ แต่ละครั้งใช้เวลาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น หลังจากฉีดโบท็อกซ์ไปคนไข้จะเริ่มสังเกตุเห็นผลลัพธ์ได้ใน 2-3 วัน สำหรับริ้วรอยตื้นๆ และ 7-14 วัน สำหรับริ้วรอยร่องลึก

โบท็อกซ์หน้าผากเหมาะกับใครบ้าง

  1. เหมาะกับคนไข้ทีมีลักษณะคิ้วขมวดเป็นปมดูเครียด และ ดูหน้าบึ้ง ตลอดเวลา ซึ่งอาจเกิดจากกล้ามเนื้อบริเวณระหว่างมีอาการคิ้วเกร็ง การฉีดโบท็อกซ์หน้าผากสามารถทำให้กล้ามเนื้อคลายตัวและแก้ไขริ้วรอยบริเวณนี้ได้เป็นอย่างดี
  2. เหมาะกับคนไข้ที่เลิกคิ้วขณะพูด หรือแสดงออกทางสีหน้า ทำให้เกิดริ้วรอยบนหน้าผากอย่างชัดเจน เพราะกล้ามเนื้อบริเวณหน้าผากทำงานหนัก การโบท็อกซ์จะช่วยให้กล้ามเนื้อหน้าผากคลายและริ้วรอยจางลง
  3. เหมาะสำหรับคนไข้ที่มีริ้วรอยเหี่ยวย่นบนหน้าผากชัดเจน แม้จะไม่แสดงออกทางอารมณ์ก็ตาม  โดยสังเกตง่ายๆว่าบริเวณหน้าผาก หากมีมีเส้นขีดๆชัดเจนหรือไม่ ถ้ามีเส้นชัดเจนนั่นแสดงว่า ได้เวลาฉีดโบท็อกซ์ให้หน้าผากตึกกระชับแล้วค่ะ

ฉีดโบท็อกซ์หน้าผากอยู่ได้นานแค่ไหน

ผลลัพธ์หลังจากการฉีดโบท็อกซ์จะไม่ได้อยู่แบบถาวร เพราะโบท็อกซ์สามารถสลายไปเองได้ ภายในระยะเวลา 3 – 6 เดือน (ระยะเวลาขึ้นอยู่กับยี่ห้อของโบท็อกซ์และเทคนิคการฉีดของแพทย์ด้วย) หลังจากนั้นริ้วรอยจะเริ่มกลับมาตามเดิม แต่ไม่ต้องกังวลไปเพราะว่าสามารถฉีดเติมได้   โดยเว้นระยะจากการฉีดครั้งล่าสุดประมาณ 3-4 เดือน หรือรอจนโบท็อกซ์ใกล้หมดฤทธิ์

การเตรียมก่อนฉีดโบท็อกซ์หน้าผาก

  1. ก่อนฉีดโบท็อกซ์ คนไข้จำเป็นต้องพบคุณหมอก่อนทุกครั้ง เพื่อให้คุณหมอประเมินปัญหาและปรึกษาเบื้องต้น พร้อมทำความเข้าใจให้ตรงกันถึงในสิ่งที่ต้องการ
  2. งดรับประทานวิตามินหรือยาที่ทำให้เลือดหยุดไหลยาก เช่น ยาแอสไพริน น้ำมันปลา วิตามินซี เป็นต้น 1-2 วันก่อนการฉีดโบท็อกซ์หน้าผาก
  3. งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด เช่น เหล้า เบียร์ ไวน์ 1-2 วันก่อนการฉีดโบท็อกซ์หน้าผาก
  4. งดรับประทานอาหารหมักดอง 1-2 วันก่อนการฉีดโบท็อกซ์หน้าผาก
  5. งดสูบบุหรี่ 1-2 วันก่อนการฉีดโบท็อกซ์หน้าผาก

การดูแลตัวเองหลังการฉีดโบท็อกซ์หน้าผาก 

เมื่อฉีดโบท็อกซ์หน้าผากเสร็จเรียบร้อยแล้ว ควรทำตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัดเพื่อให้ได้ผลลัพธ์มากที่สุด

  1. ห้ามนอนราบ หลังจากฉีดโบท็อกซ์ภายใน  4 ชั่วโมงแรก เพื่อป้องกันโบท็อกซ์ไหลไปบริเวณอื่น
  2. หลังฉีดโบท็อกซ์หน้าผาก 1-2 วันแรก หากมีอาการบวมแดง ให้ประคบเย็นโดยการใช้ผ้าห่อก้อนน้ำแข็ง หรือ คลูแพ็ค แล้วประคบในบริเวณที่มีอาการ ความเย็นจะช่วยให้อาการบวมแดงค่อยๆดีขึ้น
  3. งดการสัมผัส การนวด กด หรือ คลึง ในบริเวณที่ฉีดโบท็อกซ์ เป็นเวลา 6-8 ชั่วโมงหลังการฉีด เพราะอาจจะทำให้โบท็อกซ์เคลื่อนที่ได้
  4. ระวังไม่ให้บริเวณที่ฉีดโบท็อกซ์ได้รับความร้อนโดยตรง เช่น การอบไอน้ำ การนวดหน้า ทำทรีสเม้นต์ เป็นระยะเวลา 2 สัปดาห์หลังจากการฉีดโบท็อกซ์
  5. งดการล้างหน้า หรือทาครีมบำรุงในช่วง 4-6 ชั่วโมงหลังการฉีดโบท็อกซ์ เพื่อให้โบท็อกซึมเข้าสู่ผิวหนังและกล้ามเนื้ออย่างเต็มประสิทธิภาพ

ฉีดโบท็อกซ์หน้าผากกี่ยูนิตหน้าถึงธรรมชาติจะไม่แข็งตึง

ฉีดโบท็อกซ์หน้าผากกี่ยูนิตไม่ให้แข็งตึงเกินธรรมชาติ การฉีดโบท็อกซ์ เป็นการลดเลือนริ้วรอยได้อย่างตรงจุด แต่ต้องอยู่ในบริมาณที่พอดีด้วย ถ้าหากฉีดโบท็อกซ์มากเกินไป ใบหน้าก็จะแข็งตึง ไม่เป็นธรรมชาติ

  1. บริเวณหน้าผาก ควรฉีดโบท็อกซ์ไม่เกิน 50 ยูนิต ถ้าเกินจะทำให้ดูแข็งตึงเกินไป และไม่เป็นธรรมชาติ
  2. บริเวณหางตา ควรฉีดโบท็อกซ์ไม่เกิน 10-25 ยูนิต ถ้าเกินจะทำให้กล้ามเนื้อบริเวณนี้แข็งตึงเกินไป
  3. บริเวณระหว่างคิ้ว ควรฉีดโบท็อกซ์ไม่เกิน 6-15 ยูนิต ถ้าเกินจะทำให้กล้ามเนื้อบริเวณคิ้วขยับได้น้อย ดูไม่เป็นธรรมชาติ
  4. บริเวณกราม ควรฉีดโบท็อกซ์ที่กรามข้างละไม่เกิน 50 ยูนิต ถ้าเกินจะทำให้แก้มดูตอบเกินไป ดูมีอายุมาก หน้าโทรม ไม่สดใส

ฉีดโบท็อกซ์หน้าผาก อันตรายไหม

เนื่องจากโบท็อกซ์ หรือโบทูลินั่ม ท็อกซิน เป็นผลิตภัณฑ์สำหรับลดเลือนริ้วรอยที่ต้องฉีดเข้าไปใต้ผิวหนัง หากตัวยาไม่ได้มาตรฐาน หรือมีสิ่งปนเปื้อนอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ที่เข้ารับการรักษาได้ ดังนั้นการฉีดโบท็อกซ์จะต้องได้รับการรักษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น เพราะการฉีดแต่ละครั้งควรได้รับในปริมาณที่เหมาะสม เพราะหากร่างกายได้รับสารโบทูลินั่ม ท็อกซินมากเกินไปอาจทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง และไร้ความรู้สึกได้

ผลข้างเคียงที่พบบ่อยในการฉีดโบท็อกซ์หน้าผาก

  1. อาการดื้อโบท็อกซ์ เกิดขึ้นได้เนื่องจากคนไข้เคยฉีดโบท็อกซ์ปลอมมาก่อน และเมื่อมาฉีดโบท็อกซ์ของแท้ทำให้การฉีดโบท็อกซ์แล้วไม่เห็นผล
  2. คิ้ว 2 ข้างไม่เท่ากัน เนื่องจาก การฉีดโบท็อกซ์ในตำแหน่งที่ผิดพลาด (หากไม่ได้รับการฉีดจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ)
  3. หน้าผากดูไม่เป็นธรรมชาติ ตึงแข็งเกินไป จนคนไข้บางรายไม่สามารถยกคิ้วหรือขวมดคิ้วได้ (เนื่องจากได้การฉีดโบท็อกซ์ในปริมาณที่มากเกินไป)
  4. อาการเหล่านี่สามารถหายไปเองได้แต่อาจต้องใช้ระยะเวลา ประมาณ 3-6 เดือน เพื่อให้โบท็อกซ์หมดกฤธิ์

ข้อควรรู้ในการฉีดโบท็อกซ์ปลอมที่ต้องระวัง

การฉีดโบท็อกซ์ปลอมมีผลเสียที่ตามมามากมาย ที่คนไข้หลายคนอาจจะยังไม่ทราบ นั่นคือ

  1. ได้รับโบท็อกซ์ที่ มีการผลิตคุณภาพไม่ได้มาตรฐาน
  2. ปริมาณสาร botulinum toxin น้ำหนักโมเลกุลอาจน้อยกว่าหรือมากกว่าที่กำหนด ทำให้เกิดผลข้างเคียงจากการกระจายตัวของยา เช่น หนังตาตก ปากเบี้ยว
  3. มีส่วนประกอบของโปรตีนที่ไม่บริสุทธิ์สูงกว่าโบท็อกซ์แท้ ซึ่งจะทำให้ร่างกายเกิดการสร้างแอนตี้บอดี้ต่อโบท็อกซ์ ทำให้การฉีดครั้งถัดมาไม่ได้ผล หรือที่เรียกกันว่า “ดื้อโบท็อกซ์”นั่นเอง
  4. การเก็บรักษาไม่ได้มาตรฐานก็อาจจะทำให้ โบท็อกซ์เสื่อมสภาพได้
  5. หรือในกรณีที่ร้ายแรงอาจจะเกิดภาวะกล้ามเนื้ออ่อนแรง และ ภาวะหายใจล้มเหลวจากการฉีดโบท็อกซ์ปลอมได้

ดังนั้น ควรใช้แต่ผลิตภัณฑ์ โบท็อกซ์ของแท้ และ ฉีดโดยแพทย์ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ และสถานที่ที่น่าเชื่อถือเท่านั้นนะ เพื่อความปลอดภัยและการได้รับผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

ฉีดโบท็อกซ์หน้าผากแล้วไม่เห็นผล มีทางออกอย่างไร?

ฉีดโบท็อกซ์ไปแล้ว หน้าไม่เกิดความเปลี่ยนแปลง ไม่ตึงกระชับเหมือนที่เคย เป็นเพราะอะไร ? มาดูกันว่าสาเหตุหลักที่ฉีดโบท็อกซ์แล้วไม่เห็นผล มีอะไรบ้าง

1. ปริมาณโบท็อกซ์ที่ฉีดไม่เหมาะสม

อาจเกิดจาก กรณีที่ไม่ใช่แพทย์ผู้ฉีดโบท็อกซ์ (ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ) จึงคำนวนปริมาณโบท็อกซ์ไม่ถูกต้อง ตัวอย่างเช่น หน้าผากมีริ้วรอยมาก มีร่องริ้วรอยลึก แต่ใช้ปริมาณโบท็อกซ์น้อยเกินไป อาจจะเกิดจากการผสมสิ่งอื่นร่วมกับตัวยาโบท็อกซ์ จึงทำให้โบท็อกซ์เจือจางเกินไป เมื่อฉีดโบท็อกซ์เข้าไปจึงไม่เห็นผล

2. คุณกำลังมีอาการดื้อโบท็อกซ์

ตัวยาโบท็อกซ์ที่ฉีดเข้าไปก็มีปริมาณที่เหมาะสม โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ แต่ ก็ยังไม่เห็นผลลัพธ์อยู่ดี ก็อาจจะสันนิษฐานได้ว่า คนไข้มีโอกาสดื้อโบท็อกซ์นั่นเอง

มีอาการดื้อโบท็อกซ์ แก้ไขอย่างไรดี?

คนไข้ที่คุณหมอประเมินแล้วว่า มีอาการดื้อ โบท็อกซ์ อาการคือไม่ว่าใช้โบท็อกซ์ ที่มีความบริสุทธิ์มากแค่ไหนในการรักษา ก็ยังไม่หาย จะต้องหยุดการฉีดโบท็อกซ์ไปเป็นระยะเวลา 3-4 ปีเพื่อให้ร่างกาย ลืมว่าเคยมีสารแปลกปลอมนี้อยู่ในร่างกาย แล้วกลับมาฉีดใหม่อีกครั้ง ถ้าฉีดโบท็อกซ์เข้าไปแล้ว แต่ยังไม่ออกฤทธ์ ก็คือ ริ้วรอยยังไม่หาย แสดงว่า คนไข้ยังคงต้องเว้นการฉีดโบท็อกซ์ออกไปอีก และกลับมาทดสอบแบบนี้กันไปอีกเรื่อยๆ จนกว่าจะเห็นผล